บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานถึงแนวโน้มการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติก ว่า ในปี 2551 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกขยายตัวร้อยละ 12.0 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาร้อยละ 13.3 และการเพิ่มขึ้นของปริมาณร้อยละ 0.8 สอดคล้องกับในช่วงครึ่งปีแรกที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาของผลิตภัณฑ์พลาสติกมีราคาสูงขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกเริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีเนื่องจากยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาและต่อเนื่องมาในปี 2552 ซึ่งมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หดตัวถึงร้อยละ 16.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง ประกอบกับการตั้งราคาขายผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่สามารถตั้งราคาได้สูงในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยปัจจัยเสี่ยงในปีนี้ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ คือ ยอดคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มว่าจะหดตัวมากขึ้น จากการที่หลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะซบเซามากกว่าในปี 2551 และการพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคารกับผู้ประกอบการมีแนวโน้มว่าจะเข้มงวดขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระคืนหนี้มากขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2552 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกจะมีแนวโน้มหดตัวลงประมาณร้อยละ 7.0 - 12.0 ด้านราคาของผลิตภัณฑ์พลาสติกคาดว่าน่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจากราคา เม็ดพลาสติกมีราคาไม่สูงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งไม่สามารถตั้งราคาขายได้สูงในช่วงที่อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งมีแนวโน้มว่าในปี 2552 การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกไปสู่ตลาดโลกจะมีแข่งขันทางด้านราคารุนแรงมากขึ้น เพราะคู่แข่งใหญ่อย่างจีนก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าประเทศจีนจะเร่งระบายอุปทานของสินค้าที่เหลืออยู่ออกมาสู่ตลาดโลกมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ของการลดราคาสินค้าลง
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทบรรจุภัณฑ์อาจจะยังขยายตัวได้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องแต่งกายและของใช้ประกอบที่ทำจากพลาสติก มีโอกาสจะขยายตัวได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับผลดีจากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งชิ้นส่วนยานยนต์จะมีความต้องการใช้ลดลงตามภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นสินค้าคงทนซึ่งผู้บริโภคจะชะลอการซื้อสินค้าออกไปในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ประเภทพลาสติกปูพื้น ปูผนัง และใช้สำหรับตกแต่งที่อยู่อาศัยหรือเฟอร์นิเจอร์พลาสติก คาดว่า จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอผู้ผลิตควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคา หันมาเน้นกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีรสนิยมแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด นอกจากนี้ผู้ประกอบการอาจพิจารณาส่งออกกับกลุ่มประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันมากขึ้น โดยอาศัยประโยชน์จากการเปิดเสรีสินค้าและบริการภายใต้ข้อตกลงอาเซียนที่จะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนมิถุนายน 2552 โดยประเทศส่วนใหญ่ที่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกจากไทยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา นอกจากนี้อาจพิจารณาผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจถดถอย เช่น อาจพิจารณาผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารบางประเภทที่สามารถใช้พลาสติกผลิตได้แต่มีราคาโดยเปรียบเทียบที่ถูกกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ แก้ว กระเบื้อง