ไม่ใช่ภาพลวงตา... 'วิชัย อัศรัสกร' ส่งสัญญาณ ส่งออกอัญมณีเริ่มฟื้นตัว
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของโลกและของไทยอย่างรุนแรง ณ เวลานี้ หลายคนมองไปที่สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่โดยข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น "วิชัย อัศรัสกร" นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทย และเครื่องประดับเปิดใจให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภาวะอุตสาหกรรม ทั้งการผลิต การส่งออก การปรับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด มาตรการช่วยเหลือเป็นพิเศษจากภาครัฐ และอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ
++ส่งออกไตรมาส 1 ยังดิ่งเหว
"วิชัย" เปิดประเด็นคำถามถึงสภาวการณ์ ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ว่า ก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2551 จนลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกจนทุกวันนี้ การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยยังส่งออกได้ดี อย่างไรก็ตามนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา การส่งออกอัญมณีฯเริ่มปรับตัวลดลง แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขสรุปทั้งปีแล้วพบว่าการส่งออกอัญมณีฯของไทยยังอยู่ในแดนบวก (ขยายตัว 54%)
โดยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป หรือทองคำแท่งที่มีการส่งออกเก็งกำไรโดยการส่งออกทองคำคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในปีที่ผ่านมา(ไทยส่งออกอัญมณีฯในปี 2551 มูลค่า 274,102 ล้านบาท) แต่ในส่วนของการส่งออกเพชร พลอย เครื่องประดับทำด้วยทอง เครื่องประดับทำด้วยเงิน เครื่องประดับแฟชั่น และอื่นๆ ก็ยังขยายตัวเป็นบวกทุกตัว
ส่วนภาพรวมไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ในแง่สินค้าที่เป็นชิ้นงาน (ไม่รวมการส่งออกทองคำ) ยังคงขยายตัวในแดนลบ และในไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะยังขยายตัวในแดนลบแต่จะติดลบน้อยลง และในไตรมาสที่ 3ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการซื้อขายมองว่าการส่งออกน่าจะติดลบน้อยลง และจะค่อยๆ ขยายตัวในแดนบวก
++เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว
"จากการจัดงานบางกอกเจมส์ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมามีสัญญาณหลายอย่างดีขึ้น ทั้งผู้ซื้อที่แจ้งล่วงหน้าจะมาร่วมงานมีจำนวนมากขึ้น จากที่ก่อนจัดงานเรามองว่ามันต้องแย่แน่ๆ ขณะที่ในการจัดงานตลอด 5 วัน ปรากฏลูกค้าเริ่มมีคำสั่งซื้อเกิดขึ้น จากที่ออร์เดอร์ได้เงียบหายไปถึง 4 เดือน หลายรายได้รับออร์เดอร์แม้ภาพรวมจะไม่มากเท่ากับการจัดงานช่วงเดียวกันของปีก่อนถือเป็นสัญญาณที่ดี ขณะที่ในการไปออกงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับต่อที่ฮ่องกงหลายคนก็ได้ออร์เดอร์กลับมาอีก ซึ่งมองว่าเริ่มมีสัญญาณของความเชื่อมั่นที่กำลังพลิกฟื้น แม้จะไม่กลับมาดีเหมือนเดิมก็ตาม"
อย่างไรก็ดี "วิชัย" กล่าวว่า แม้ผู้ส่งออกอัญมณีฯของไทยจะเริ่มได้รับออร์เดอร์ใหม่ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้คือผู้ส่งออกไม่กล้าส่งของ เพราะลูกค้าหลายรายได้ชะลอการชำระเงินในออร์เดอร์เดิมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ปัญหาดังกล่าวหากปล่อยไปโดยผู้ประกอบการไม่กล้าส่งสินค้าก็จะไม่มีการผลิตสินค้า กระทบต่อการจ้างงาน ในที่สุดอาจต้องปิดโรงงานซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ ขณะที่ปัจจุบันสภาบันการเงินก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือเอ็กซิมแบงก์ก็ระมัดระวังในการรับประกันการส่งออกมากขึ้น
"แนวทางในการแก้ไขปัญหาของผมคือ ถ้าวันนี้ธุรกิจส่วนไหนที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้ยอดขายหรือออร์เดอร์จะลดลง เช่นจากเคยขายอยู่ 100 อาจลดลงไป 30-40% เหลือ 60-70%
เราก็เข้าไปสนับสนุนให้มันเดินได้ ส่วนที่มีปัญหา 30-40% ค่อยมาหาทางแก้ไขกันไป"
++ ดึงรัฐอุ้ม 13,000 ล้าน
นอกจากนี้ "วิชัย" ยังกล่าวว่าสำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางสมาคมจึงได้คุยกับกระทรวงพาณิชย์โดย ได้ขอวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อเป็นวงเงินให้เอ็กซิมแบงก์ใช้รับประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีเป็นการเฉพาะ และขอให้ช่วยผ่อนคลายเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคลงมากกว่าปกติ เช่น การลดค่าธรรมเนียมในการเช็กเครดิตลูกค้า เรื่องเบี้ยประกัน และเรื่องระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ได้ขอวงเงินสินเชื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการอีก 10,000 ล้านบาท
ล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานไปยังกระทรวงการคลังและกระทรวงการคลังได้เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยวันที่ 16 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับสถาบันการเงิน 3 แห่งของรัฐเพื่อให้การสนับสนุนวงเงินทั้งสองส่วนแล้วประกอบด้วย เอ็กซิมแบงก์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งทางสมาคมจะได้รวบรวมข้อมูลของสมาชิกเพื่อต่อรองเงื่อนไขในการรับประกันการส่งออก และการปล่อยเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐต่อไป
"เชื่อว่าการได้รับการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมอัญมณีฯให้ฝ่าฟันวิกฤติไปได้"
++คลังไฟเขียวยกเว้นแวต 7%
"วิชัย" เผยอีกว่า นอกจากจากการประกันการส่งออก และการเสริมสภาพคล่องแล้ว ทางสมาคมยังได้ขอไปยังรัฐบาลในเรื่องที่สาม คือขอให้กระทรวงการคลังยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) 7% สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกเป็นการทั่วไป ซึ่งได้ร้องขอมานานแล้ว จากปัจจุบันรัฐบาลได้ยกเว้นให้เพียงบริษัทผลิตส่งออกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น โดยในเรื่องนี้ได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว ล่าสุดกระทรวงคลังได้เห็นชอบในหลักการและอยู่ระหว่างร่างประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะสามารถประกาศได้ภายในเดือนนี้
"หากไทยประกาศยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม วัตถุดิบอัญมณีนำเข้า หรือมีต่างชาติเข้ามานำเสนอขายได้ จะเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมจะเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะเป็นสัญญาณที่แรงมาก เพราะจะเป็นการดึงดูดให้วัตถุดิบจากทั่วโลกไหลเข้ามา ซึ่งจากมูลค่าการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาประมาณ 274,000 ล้านบาท หากเราทำตรงนี้ได้เราจะสามารถเพิ่มการส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็น 3-4 แสนล้านบาทได้ในอนาคตไม่ยากเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว"
++ปรับกลยุทธ์เพื่ออยู่รอด
"วิชัย" กล่าวถึง ภาพรวมอุสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในปัจจุบันว่า ทุกรายมีการผลิตสินค้า มีออร์เดอร์ และยอดขายที่ลดลง มีผลถึงการลดนำเข้าวัตถุดิบ ขณะที่บางรายมี สต๊อกสินค้า และสต๊อกวัตถุดิบที่ต้องแบกรับภาระในการบริหารสต๊อก และบริหารสภาพคล่องมากน้อยแตกต่างกันไป บางรายมีการรื้อสต๊อกวัตถุดิบเก่าๆ ในตู้เซฟที่ยังไม่เคยใช้ประโยชน์ นำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องกันมากขึ้น
ขณะเดียวกันในส่วนอัญมณีที่เป็นธุรกิจครอบครัวเวลานี้หลายรายได้หยุดกิจการลงชั่วคราว ส่วนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการจ้างแรงงานอย่างเป็นระบบ ก็มีการปรับลดเวลาทำงานลง เช่นจาก 6 วันเหลือ 3-5 วันบ้าง รวมถึงการเลิกจ้างพนักงานลงบางส่วน แต่ในภาพรวมยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีโรงงานอัญมณีฯ ของคนไทยปิดโรงงานอย่างถาวร แต่ส่วนใหญ่พยายามประคองตัวเองให้อยู่รอด และพยายามรักษาแรงงานฝีมือเอาไว้ เพื่อรอเวลากลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง
ส่วนการปิดโรงงานอัญมณีฯในช่วงที่ผ่านมาจะมีเพียงโรงงานของชาวต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น เช่นโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน เป็นต้น
"แม้ตลาดส่งออกอัญมณีจะอยู่ในช่วงวิกฤติเหมือนสินค้าอื่นๆ แต่การทำตลาดต่างประเทศยังต้องทำอย่างต่อเนื่องจะหยุดนิ่งไม่ได้ แม้ในการไปแต่ละครั้งจะได้รับออร์เดอร์บ้างหรือไม่ได้บ้างแต่ก็ต้องไปพบปะกับคู่ค้าเพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีและรับทราบความต้องการ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับฟื้นตัวมาไทยจะอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ลูกค้าจะสั่งซื้อนี่คือแนวคิด"